
กฟผ.ระบุไม่สามารถแบกรับภาระค่าไฟจากเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้ได้แล้ว เพราะปีนี้ต้องลงทุนสายส่งและโรงไฟฟ้า
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าอัตโนมัติหรือเอฟที ในปีนี้จะปรับเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งปี เนื่องจากก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าจะปรับเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาส่งผลต้นทุนค่าก๊าซในการคำนวณค่าเอฟทีงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2555 เฉลี่ยอยู่ที่ 280 บาทต่อล้านบีทียู
เอฟทีงวด 2 คือ เดือน พ.ค.-ส.ค.2555 อยู่ที่ 300 บาทต่อล้านบีทียู และงวด 3 ก.ย.-ธ.ค. จะเฉลี่ยอยู่ที่ 320 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นจากอัตราฐานเปรียบเทียบที่คำนวณค่าเอฟทีในปีที่แล้วที่ 260 บาทต่อล้านบีทียู ขณะนี้กฟผ.แบกรับภาระเพื่อช่วยลดภาระประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว 8,000 ล้านบาท หากงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ยังต้องตรึงค่าไฟไว้อีก กฟผ.จะต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ล้านบาท
กฟผ.จะไม่สามารถแบกรับได้อีกแล้ว เพราะต้องลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและสายส่ง ภาระค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นภาครัฐหรือเอกชนก็ไม่สามารถเข้าไปแบกรับภาระได้ และเห็นว่าไม่ควรนำเรื่องการเมืองมาเชื่อมโยงกับราคาพลังงาน เพราะหากเกิดสถานการณ์ไม่มั่นคงทั่วโลกจะเป็นภาระใหญ่ของประเทศ
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการซ้อมแผนรองรับสภาวะวิกฤติด้านพลังงานของประเทศ ในกรณีรองรับสถานการณ์การตึงเครียดในตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุส โดยได้เตรียมสำรองน้ำมันและก๊าซแอลพีจีไว้ 60 วัน อย่างไรก็ตาม ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ จะสรุปผลการศึกษาการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือน เฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้ประกอบการข้าวแกงได้ และยืนยันว่าราคาแอลพีจีต้องมี 2 ราคา ดังนั้นจึงต้องหาเงินมาอุดหนุนเฉพาะกลุ่มนี้